อยากรู้เรื่องรถ ต้อง คาร์ออลสไตล์

ข่าว TEST DRIVE ลองของ

Audi Press Trip “Never Follow” ร่วมพิสูจน์สมรรถนะ เทคโนโลยีและดีไซน์ยนตรกรรมอาวดี้ บนเส้นทางท่องเที่ยวอมตะ กรุงเทพฯ-อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

อทิติ ศศิโรจน์
อทิติ ศศิโรจน์

ผู้เรียบเรียง

Share on facebook
Share on twitter

กิจกรรม Audi Press Trip “Never Follow” จัดขึ้นเพื่อให้สื่อมวลชนได้ร่วมเดินทางพิสูจน์สมรรถนะ เทคโนโลยีและการออกแบบของยนตรกรรมอาวดี้ในแต่ละเซกเมนต์ โดยเลือกเส้นทางท่องเที่ยว คือ กรุงเทพฯ-อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งตลอดทริปมีการปฏิบัติการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เริ่มจากผู้ร่วมเดินทางทุกท่านเข้ารับการตรวจ ATK โดยบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม

ไฮไลท์เด่นของทริป Audi Press Trip “Never Follow” คือการสัมผัสกับเทคโนโลยี ดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ทุกมิติอย่างใกล้ชิด และทดลองขับบนเส้นทางท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ซึ่งตลอดทริปผมและเพื่อนสื่อมวลชนมีโอกาสได้ทดลองขับอาวดี้ บนสภาพเส้นทาง และการจราจรที่หลากหลาย สามารถสะท้อนการใช้งานจริงได้อย่างดี เริ่มต้นจากพรีเมียมช้อปปิ้งมอลล์เลียบด่วนรามอินทรา ต่อเนื่องด้วยการทำความเร็วบนทางพิเศษ ตลอดจนลงสู่ทางพื้นราบบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 หรือถนนพระราม 2 เราจึงได้ทำความรู้จักกับฟังก์ชั่นการทำงาน โหมดการขับขี่ต่างๆ เทคโนโลยีความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro การใช้งานระบบความบันเทิง ความสะดวกสบายต่างๆ ที่มีติดตัวอาวดี้แต่ละรุ่นมาแตกต่างกันไป รวมถึงสัมผัสกับความพรีเมียมที่ถูกออกแบบมาอย่างปราณีตพิถีพิถันทุกรุ่น และสัมผัสกับความงดงามของวัสดุและเส้นสายทั้งภายในภายนอก ทำให้อาวดี้เป็นยนตรกรรมที่มีแรงดึงดูดเป็นพิเศษ ซึ่งครั้งนี้ทางอาวดี้ได้นำยนตรกรรมอาวดี้ครบทุกรูปแบบ กว่า 60 คัน มาให้เราได้ทดลองขับอย่างจุใจ

Audi A3 Sportback 35 TFSI S line รถพรีเมียมคอมแพ็ค ดีไซน์สปอร์ต โดยมีเส้นสายที่ลากยาวจากไฟหน้าไปยังไฟท้าย และออกแบบซุ้มล้อให้ดูกว้างมากขึ้น และล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้ว กระจังหน้าแบบ Single frame ขนาดใหญ่ ช่องทางรับอากาศด้านล่างทั้ง 2 ฝั่ง สีดำแบบสปอร์ต บริเวณหลังด้านท้าย และสปอยเลอร์ถูกออกแบบอย่างลงตัว การออกแบบภายในแสดงให้เห็นถึงความสปอร์ต และทันสมัยเช่นกันด้วยการใช้วัสดุอลูมิเนียมขัดด้าน และสีดำเงา high gloss นอกจากนี้ยังมีจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว จอหน้าปัดแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับแต่งการแสดงข้อมูลให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ A3 35 TFSI S line ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 1.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพ พร้อมกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบ 4-link ช่วยให้รถมีความเสถียร ที่มาพร้อมความนุ่มนวลในการขับขี่อีกด้วย

Audi A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition มีการอัพเดทให้ดูสวยงามดุดันมากขึ้น ด้วยการดีไซน์จุดสำคัญต่างๆ รอบคัน ทำให้ดูทันสมัย และเร้าใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าหกเหลี่ยมลายรังผึ้ง ที่ออกแบบใหม่รวมไปถึงกันชนหน้า – หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าที่ดีไซน์ใหม่มาพร้อมกับเทคโนโลยี LED นอกจากนี้ยังเสริมความโดดเด่นด้วยเส้นนำสายตา shoulder line ที่ลากยาวตั้งแต่ส่วนของปลายชุดโคมไฟหน้า ยาวไปจนถึงโคมไฟท้ายแบบ LED อีกด้วย A4 Avant รุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย มีชุดแต่ง S Line Black Edition ซึ่งเป็นการตกแต่งจุดต่างๆ ของรถให้เป็นสีดำเพื่อให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารมีการปรับลุคให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอกลางระบบ MMI Radio plus ขนาด 8.8 นิ้ว ระบบสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ชุดเครื่องเสียง Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าแบบ S Sports หุ้มหนัง Fine Nappa ที่ตัดเย็บแบบ Diamond Cut ที่มาพร้อมกับระบบนวดผ่อนคลาย และยังมีหลังคาพาโนรามิค ที่ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งสบายยิ่งขึ้นด้วย A4 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 249 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with ultra-technology

Audi A5 45 TFSI quattro S line Black Edition ในเจนเนอเรชั่นล่าสุด ตัวถังมีให้เลือกถึง 2 ทรง ได้แก่ 2 ประตู Coupe เน้นธรรมเนียมสปอร์ตคูเป้เต็มขั้น และรูปทรงท้ายลายแบบ Sportback ที่เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความสปอร์ต สำหรับโฉม facelift ล่าสุดได้มีการออกแบบภายนอกใหม่เพื่อให้รถดูมีความดุดันโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่ง S line Black Edition ซึ่งเป็นตกแต่งจุดต่างๆ ของรถให้เป็นสีดำเพื่อให้ดูเร้าใจยิ่งขึ้น ดีไซน์กันชนหน้าและท้ายใหม่ รวมไปถึง กระจังหน้าลายรังผึ้ง honeycomb ที่ถูกออกแบบให้ดูกว้างขึ้น ช่องดักอากาศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และปลายท่อทรงสี่หลี่ยมคางหมู ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีความเฉียบคมทำให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแบบ Matrix LED ปรับการส่องสว่างแบบอัจฉริยะโดยจะไม่รบกวนสายตารถที่วิ่งสวนมา พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ ภายในห้องโดยสารมีการปรับเพื่อให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอกลางระบบ MMI Radio plus ขนาด 10.1 นิ้ว ระบบสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ชุดเครื่องเสียง Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าแบบ S Sports หุ้มหนัง Fine Nappa ที่ตัดเย็บแบบ Diamond Cut ที่มาพร้อมกับระบบนวดผ่อนคลาย และยังมีหลังคาพาโนรามิค ที่ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งสบายมากขึ้นอีกด้วย A5 45 TFSI มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) แบบ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 249 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ที่เปลี่ยนเกียร์อย่างฉับไว ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with ultra-technology

Audi A5 40 TFSI S line ในเจนเนอเรชั่นล่าสุดนี้มีให้เลือกถึง 2 ทรง ได้แก่ทรง Coupe ให้ความสปอร์ตเต็มขั้น และทรง Sportback ที่เพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้นแต่ยังคงความเป็นสปอร์ตและในโฉม facelift นี้ได้ มีการออกแบบภายนอกใหม่เพื่อให้รถดูมีความดุดันและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่ง S line ดีไซน์กันชนหน้าและท้ายใหม่ รวมไปถึง กระจังหน้าหน้าลาย honeycomb ที่ถูกออกแบบให้ดูกว้างขึ้น ช่องดักอากาศที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และปลายท่อทรงสี่หลี่ยมคางหมู ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีความเฉียบคมทำให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น และได้รับการอัพเกรดชุดไฟเป็นแบบ Matrix LED ปรับการส่องสว่างแบบอัจฉริยะ โดยจะไม่รบกวนสายตารถที่วิ่งสวนมาพร้อมไฟเลี้ยวแบบ Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ภายในได้มีการปรับเพื่อให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้นเช่นกันด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอกลางระบบ MMI Radio plus ขนาด 10.1 นิ้วระบบสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเบาะนั่งปรับไฟฟ้า A5 40 TFSI มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) 4สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว

Audi A6 40 TFSI S line ในเจนเนอเรชั่นล่าสุด ได้มีการออกแบบภายนอกใหม่เพื่อให้รถมีความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นโดยที่ยังคงความหรูหรา ด้วยการตกแต่ง S line ดีไซน์กันชนหน้าและท้ายใหม่ รวมไปถึง กระจังหน้าหน้าที่ถูกออกแบบให้ดูกว้าง และปลายท่อทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีความเฉียบคมทำให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น และได้รับการอัพเกรดชุดไฟเป็นแบบ Matrix LED ปรับการส่องสว่างแบบอัจฉริยะ โดยจะไม่รบกวนสายตารถที่วิ่งสวนมาพร้อมไฟเลี้ยวแบบ Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ภายในได้มีการปรับเพื่อให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้นเช่นกันด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอกลางระบบ MMI Navigation plus ขนาด 10.1 นิ้วระบบสัมผัสที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และยังมีหน้าจอควบคุม Multifunction แบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (hapticfeedback) ขนาด 8.6 นิ้ว A6 40 TFSI มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid (MHEV) 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว

Audi Q3 35 TFSI S lineครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัด ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 body type คือทรง SUV ได้ที่เก็บสัมภาระมากขึ้น และทรง Sportback ที่ให้ความสปอร์ตและในเจนเนอเรชั่นล่าสุดถูกออกแบบมาให้ดูทันสมัยมากขึ้น ด้วยกระจังหน้า แบบ singleframe octagon design เส้นนำสายตา shoulder line ที่ลากยาวตั้งแต่ส่วนของปลายชุดโคมไฟหน้า LED ยาวไปจนถึงโคมไฟท้ายที่เป็น LED อีกด้วยภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่อัพเกรดด้วยวัสดุรูปแบบใหม่สไตล์อาวดี้การจัดวางอุปกรณ์เน้นไปที่คนขับเป็นจุดศูนย์กลาง ห้องโดยสารเรียบง่าย แต่ทันสมัย เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sports พร้อมสัญลักษณ์ S line จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Virtual cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus พร้อมหน้าจอมอนิเตอร์สั่งงานด้วยระบบสัมผัส (MMI touch) ขนาด 8.8 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านระบบ Audi smartphone interface เบาะที่นั่งด้านหลังทั้ง 3 ตำแหน่ง สามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้ โดยมีที่เก็บสัมภาระความจุสูงเมื่อพับเบาะหลัง 1,525 ลิตรในรุ่น SUV และ1,400 ลิตร Sportback โดย Audi Q3 35 TFSI ใช้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตรส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด

Audi Q3 40 TFSI quattro S line Black Editionครอสโอเวอร์ไซส์กะทัดรัด ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 body type คือทรง SUV ได้ที่เก็บสัมภาระมากขึ้น และทรง Sportback ที่ให้ความสปอร์ตและในเจนเนอเรชั่นล่าสุดถูกออกแบบมาให้ดูทันสมัยมากขึ้น ด้วยกระจังหน้าแบบ singleframe octagon design เส้นนำสายตา shoulder line ที่ลากยาวตั้งแต่ส่วนของปลายชุดโคมไฟหน้า LED ยาวไปจนถึงโคมไฟท้ายที่เป็น LED อีกด้วย หล่อเข้มด้วยชุดแต่งภายนอก Black Edition เช่น กระจกมองข้าง ขอบกระจกประตู ราวหลังคา กระจังหน้า และกันชนหลัง ตกแต่งกันชนหน้าหลัง ตกแต่งด้วยสีดำเงาภายในห้องโดยสารถูกออกแบบใหม่อัพเกรดด้วยวัสดุรูปแบบใหม่สไตล์ Audi การจัดวางอุปกรณ์เน้นไปที่คนขับเป็นจุดศูนย์กลาง ห้องโดยสารเรียบง่ายแต่ทันสมัย เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sports พร้อมสัญลักษณ์ S line จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ Virtual cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus พร้อมหน้าจอมอนิเตอร์สั่งงานด้วยระบบสัมผัส (MMI touch) ขนาด 8.8 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านระบบ Audi smartphone interface เบาะที่นั่งด้านหลังทั้ง 3 ตำแหน่ง สามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้ ปรับเอนพับพนักพิงหลังได้ โดยมีที่เก็บสัมภาระความจุสูงเมื่อพับเบาะหลัง 1,525 ลิตรในรุ่น SUV และ 1400ลิตร ในรุ่น Sportback โดย Audi Q3 40 TFSI ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตรส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ตัวเลขสมรรถนะ มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 7.8 วินาที

Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Editionรถ Plug-in Hybrid รุ่นล่าสุดที่ทาง Audi Thailand ได้นำมาเปิดตัว เป็นการพัฒนาศักยภาพระบบขับเคลื่อนแบบผสมผสานการใช้เครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยเครื่องยนต์ของ Q7 60 TFSI e ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสถาวร เมื่อทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกัน ทำให้มีกำลังรวมสูงสุดถึง 462 แรงม้า และ แรงบิดรวมสูงสุด 700 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด ถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิคไว้ที่ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ Audi Q7 60 TFSI e สามารถชาร์จให้เต็มได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง30 นาที และเมื่อแบตเตอรี่เต็มสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 40.7 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP โหมดการขับขี่ของ Audi Q7 60 TFSI e มีให้เลือกถึง 7 โหมด Comfort, efficiency, auto, dynamic, individual, offroad, และallroad. เช่นเดียวกับยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั้งหมด Audi Q7 60 TFSI e quattro สร้างความประทับใจในการขับเคลื่อน ด้วยความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวัน มีพื้นที่กว้างขวางสำหรับสี่หรือห้าคน ช่องเก็บสัมภาระมีพื้นที่มากง่ายต่อการใช้งาน Audi Q7 60 TFSI e quattro เน้นสมรรถนะแบบสปอร์ตเอสยูวี แพ็กเกจอุปกรณ์ตกแต่งภายนอก S line Black Edition ที่ตกแต่งด้วยสีดำทำให้รูปลักษณ์ดูโฉบเฉี่ยว ด้วยรายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่นทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Adaptive Air Suspension แบบปรับระดับได้ ล้อขนาด 21 นิ้ว และคาลิปเปอร์เบรกสีแดงห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ ประกอบด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ Sline แป้นเหยียบและที่พักเท้าทำจากสเตนเลส ส่วนชิ้นงานตกแต่งที่แดชบอร์ดและแผงประตูตกแต่งด้วยลาย Matte Brushed Aluminium

 

 

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Editionรถ Plug-in Hybrid รุ่นล่าสุดที่ทาง อาวดี้ ประเทศไทยได้นำมาเปิดตัว เป็นการพัฒนาศักยภาพระบบขับเคลื่อนแบบผสมผสานการใช้เครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยเครื่องยนต์ของ Q8 60 TFSI e ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร และ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสถาวร เมื่อทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกัน ทำให้มีกำลังรวมสูงสุดถึง 462 แรงม้า และ แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาเพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิคไว้ที่ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบตเตอรี่ของ Audi Q8 60 TFSI e สามารถชาร์จให้เต็มได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง30 นาที และเมื่อแบตเตอรี่เต็มสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 40.7 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP โหมดการขับขี่ของ Audi Q8 60 TFSI e มีให้เลือกถึง 7 โหมด Comfort, efficiency, auto, dynamic, individual, offroad, และallroad. เช่นเดียวกับยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั้งหมด Audi Q8 60 TFSI e quattro สร้างความประทับใจในการขับเคลื่อน ด้วยความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวัน มีพื้นที่กว้างขวางสำหรับสี่หรือห้าคน ช่องเก็บสัมภาระมีพื้นง่ายต่อการโหลด ให้ปริมาตร 505 ลิตร เมื่อยังไม่ได้พับเบาะหลัง และเพิ่มเป็น 1,625 ลิตร เมื่อพับเบาะนั่งด้านหลังลง Audi Q8 60 TFSI e quattro เน้นสมรรถนะแบบสปอร์ตเอสยูวี แพ็กเกจอุปกรณ์ตกแต่งภายนอก S line Black Edition ที่ตกแต่งด้วยสีดำทำให้รูปลักษณ์ดูโฉบเฉี่ยว ด้วยรายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่นทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ไฟหน้า HD Matrix LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม SportAdaptive Air Suspension แบบปรับระดับได้ ล้อขนาด 21 นิ้ว และคาลิปเปอร์เบรกสีแดงห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ ประกอบด้วยเบาะนั่งแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line แป้นเหยียบและที่พักเท้าทำจากสเตนเลส ส่วนชิ้นงานตกแต่งที่แดชบอร์ดและแผงประตูตกแต่งด้วยลาย Grey Oak

Audi TT Coupe 45 TFSI quattro S lineรถสปอร์ตขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งปัจจุบันเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว ซึ่งในปี 2021 ได้มีการปรับเปลี่ยนให้รถมีความทันสมัยมากขึ้นดีไซน์ภายนอกได้ถูกออกแบบดูสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยชุดแต่ง Sline ที่มีกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ช่องลมกว้างขึ้นและกระจังหน้าแบบ singleframeเปลี่ยนล้อลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว และเบรกหน้าใหม่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้กำลังมากขึ้นเป็น 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่าน เกียร์ 7 สปีดลูกใหม่พร้อมระบบขับเคลื่อนสีล้อ quattro มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 5.2 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมงเพิ่มระบบ smart Phone Interface ที่รองรับ Apple CarPlay/Android Auto ซึ่งสามารถใช้งานผ่าน Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้วได้และยังมีระบบควบคุมการขับขี่ Audi Drive Select ที่สามารถเลือกได้หลากหลาย

TT RS Coupe สุดยอดไอคอนของอาวดี้ตลอดกาล โดดเด่นพิเศษด้วยเครื่องยนต์สันดาปรุ่นสุดท้าย ก่อนที่เข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 5 สูบ TFSI ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตรสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.7 วินาที ช่วงล่างแบบสปอร์ตพร้อมระบบ Audi magnetic ride ท่อไอเสีย RS sports ผ่านการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อถ่ายทอดเสียงของเครื่องยนต์ได้อย่างเร้าใจ และนอกจากนี้ TT RS Coup?ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานครบถ้วน เช่น ไฟหน้า Matrix LED พร้อมไฟท้ายแบบ OLED ภายในเบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb หุ้มด้วยหนัง Fine Nappa, จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว รองรับ Smartphone interface และเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม Bang & Olufsen

RS 4 Avantquattroยนตรกรรม Avant ที่ถูกสร้างมาด้วย DNA ของรถแข่ง และนับเป็นสเตชั่นแวกอนที่มีสมรรถนะสูง เร้าใจเป็นที่สุด ด้วยเครื่องยนต์ V6 สมรรถนะสูงถึง 2,894 ซีซี มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro all-wheel drive ให้กำลังสูงสุด 450 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ tiptronic 8 จังหวะ อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.1 วินาที ระบบเบรกแบบ RS ตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง และให้ฟิลลิ่งเหมือนขับขี่อยู่ในสนามแข่งมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ต (RS Sports suspension) เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบจะช่วยเสริมทำให้เกาะถนนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกช่วงความเร็วและทุกสภาพถนนและ ยังมีระบบท่อไอเสียแบบ RS sports ทำให้เสียงท่อไอเสียมีความกังวานมากขึ้น และเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ได้อีกด้วย

RS Q3 Sportback quattroอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนความสำเร็จของ Audi Sport GmbH ที่เข้าข่ายเป็น สปอร์ตคูเป้สุดโหดแห่ง พ.ศ.นี้ กับ Optimum power deliveryให้เสียงคำรามสุดดุดัน ซึ่งเกิดจากการปรับแต่งระบบท่อไอเสียใหม่ช่วงล่างแบบ RS sports ถูกตั้งค่าให้มีคาแรคเตอร์ของการขับขี่แบบสปอร์ต ให้พละกำลังสูงถึง 400 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ S tronic 7 จังหวะ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro และนอกจากนี้ RS Q3 Sportback quattro ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานครบถ้วน เช่น ไฟหน้า Matrix LED ภายในเบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb หุ้มด้วยหนัง Fine Nappaและ MMI Navigation plus รองรับ Smartphone interface

RS 5 Coupe quattro สปอร์ตคูเป้ตัวแรง สะท้อนความสำเร็จกว่า 27 ปี ของทีม Audi Sport ที่ให้ประสบการณ์สนุกสุดเหวี่ยงกับพละกำลังที่เร้าใจ จากขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 2.9 ลิตร เทอร์โบชาร์จ เกียร์ tiptronic 8 จังหวะ พร้อมประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattroระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (direct injection) ให้พละกำลังสูงสุด 450 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลสูงถึง 600 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องต่ำ และสามารถทำได้ในช่วงกว้าง ส่งผลให้การออกตัวดี ขับขี่สนุก เร้าใจ ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่สามารถทำได้ เพียง 3.9 วินาที ระบบเบรกแบบ RS ตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลังและให้ฟิลลิ่งเหมือนขับขี่อยู่ในสนามแข่งมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ต (RS Sports suspension)เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบจะช่วยเสริมทำให้เกาะถนนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกช่วงความเร็วและทุกสภาพถนนยังมีระบบท่อไอเสียแบบ RS sports ทำให้เสียงท่อไอเสียมีความกังวานมากขึ้น และเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ได้อีกด้วย

RS 6 Avantquattro รถสปอร์ตสมรรถนะสูง ดีไซน์เฉียบคม สมบูรณ์แบบ โดดเด่นและเหนือกว่าด้วยพละกำลังมหาศาลให้ความแรงยิ่งกว่าใจสั่ง มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน Mild hybrid (MHEV) แบบ V8 Twin-Turbo ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ อัดแน่นด้วยแรงม้า 600 ตัว และแรงบิด 800 นิวตันเมตร 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.6 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with sports differential ติดตั้ง ระบบ All-wheel steering ซึ่งช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วและลดรัศมีวงเลี้ยวในขณะใช้ความเร็วต่ำ เติมเต็มดีเอ็นเอความสปอร์ตด้วยระบบเบรก RS พร้อมตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดง อีกทั้งยังมั่นใจไร้กังวลในการขับขี่ด้วยช่วงล่างสมรรถนะสูง RS Sports พร้อมระบบ Dynamic Ride Control (DRC) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถให้คมชัดมากยิ่งขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่แบบไดนามิก ช่วยในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมแม้เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับ Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้ง่ายดาย และอีกความเร้าใจที่พิสูจน์ ได้ใน Audi RS 6 Avant quattro คือ ท่อไอเสีย RS Sport ขนาดใหญ่รูปทรงวงรีที่พร้อมเสียงคำรามจากเครื่อง V8 Twin-Turbo อย่างสนั่น พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้คุณทันทีที่ก้าวขึ้นรถเสมือนนักแข่งตัวจริง

สำหรับบรรยากาศกิจกรรม Audi Press Trip “Never Follow” กับกองทัพยนตรกรรมอาวดี้กว่า 60คัน บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-จ.เพชรบุรี เต็มไปด้วยความฟิน และความสนุกสนานตั้งแต่เริ่มต้น โดยอาวดี้เลือกสถานที่ คริสตัล พาร์ค เป็นจุดสตาร์ท โดยยนตรกรรมอาวดี้ทั้ง 60 คัน โดดเด่น สวยงาม สะกดตา ด้วยสีสันสุดจี๊ด จึงสร้างความสนใจให้ผู้คนที่ผ่านไปมาในย่านนั้นไม่ใช่น้อย โดยจุดแรก อาวดี้ ประเทศไทย นัดพบสื่อมวลชนที่ ร้าน Mellow ใน คริสตัล พาร์ค มีจุดตรวจ ATK ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในช่วงที่ยังมีสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดอยู่ ก่อนออกเดินทางมีการบรรยายสรุปคอนเซปต์การจัดกิจกรรมเส้นทางการขับขี่ และตอกย้ำเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่

หลังจากออกสตาร์ทจาก ร้าน Mellow โดยใช้เส้นทาง ทางพิเศษไปยังถนนพระราม 2 มุ่งหน้าสู่ จ. สมุทรสงคราม ถึงจุดหมายแรก คือ ร้านอาหาร “ข้าวใหม่ ปลามัน” ซึ่งเป็นร้านที่มีการออกแบบดีไซน์สวยงามสะดุดตา และยังเป็นร้านอาหารพื้นบ้านแท้ๆ ตั้งอยู่โซนอัมพวาใต้ เมนูโดดเด่นคือ อาหารทะเล ปลาท้องถิ่น และอีกหลากหลายเมนูขึ้นชื่อของทางร้าน โดยผู้บริหารอาวดี้และสื่อมวลชนรับประทานอาหารร่วมกัน ก่อนออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่สองคือร้านกาแฟ Ta9 (ร้านกาแฟทนาย) สัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นมีต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ตั้งอยู่บนพื้นที่อันกว้างขวาง มีเมนูเครื่องดื่มและขนมแสนอร่อยให้เลือกมากมาย ก่อนเดินทางไปชมวิวสวยๆ บนสันเขื่อนแก่งกระจานแบบ 360 องศา จากนั้นมุ่งหน้าสู่ที่พัก โรงแรม BaBa Beach ClubHuahin

Audi เป็นรถยนต์นำเข้ามาตรฐานเยอรมัน ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protectionการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่
• Audi Centre Thailand 02-765-8888
• Audi New Petchburi 02-023-4888
• Audi Pattaya 038-197-888
• Audi Phuket 076-646-666
• Audi Service Chiang Mai 052-081-188
• Audi Service Ratchapruek 02-034-5888
• Audi Udonthani 093-161-5588

 

 

 

ข่าว TEST DRIVE อื่นๆ
ลองขับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ แรงเร้าใจกว่า กับประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า อี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 พร้อมเพิ่มรุ่น AUTECH เสริมความสปอร์ตพรีเมียม ที่สำคัญคือราคาเริ่มต้น 759,000 บาท และเปิดตัว “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ในแคมเปญ “ประสบการณ์ใหม่ คันนี้ใช่เลย!” New excitement on the road”
| อ่านต่อ |