อยากรู้เรื่องรถ ต้อง คาร์ออลสไตล์

ข่าว TEST DRIVE ลองของ

ลองขับ Honda Civic e:HEV ใหม่

สปอร์ตพรีเมียมซีดานขุมพลังฟูลไฮบริด

ขับสนุกและประหยัดเกินคาด

เชียงราย – เชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำ

อทิติ ศศิโรจน์
อทิติ ศศิโรจน์

ผู้เรียบเรียง

Share on facebook
Share on twitter

26 มิถุนายน 2565 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ บนเส้นทางจาก ตัวเมืองเชียงรายมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงแสน รวมระยะทางไป-กลับกว่า 150 กิโลเมตร พร้อมข้อมูลและรายละเอียดเชิงลึก และกลับมาถามบอกข้อสงสัยโดยละเอียด

ในระหว่างเส้นทางการทดสอบ ผมและเพื่อนสื่อมวลชนได้สัมผัสกับขุมพลังขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบกำลังมอเตอร์สูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 96 กรัม/กิโลเมตร

ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างราบรื่นต่อเนื่องแนบเนียน เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด เริ่มด้วยโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) และยังมาพร้อมกับสวิตซ์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดายตามสถานการณ์และสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนซึ่งมีทั้งโหมดการขับขี่แบบประหยัด (ECON Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode)

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานครั้งนี้มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีความปลอดภัย ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง
(Honda SENSING) ที่จะมาเขย่าบัลลังก์กลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ พร้อมตอบสนองการขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit- IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บประจุไฟ และช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติในขณะขับขี่ เติมเต็มไลน์อัปสปอร์ตพรีเมียมซีดานของฮอนด้า ซีวิค และยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตพร้อมการตกแต่งด้วยแนวเส้นโครเมียม และเอกลักษณ์ของยานยนต์ไฮบริดรอบคัน เสริมความเร้าใจอีกขั้นกับรุ่น e:HEV RS ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สะดวกสบายกว่ากับระบบควบคุมการเปิดปิดประตู พร้อม Honda Smart Key Card (เฉพาะรุ่นe:HEV RS) ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย

ฮอนด้าซีวิคอี:เอชอีวี ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Exhilarating Civic” เช่นเดียว กับฮอนด้า ซีวิค เทอร์โบ เจเนอเรชันที่ 11 ที่สะท้อนประสบการณ์ความเพลิดเพลินในการขับขี่เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายที่คุ้นเคยภายในห้องโดยสาร

ดีไซน์ภายนอกได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Exhilarating Exterior” สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นซีดานอย่างชัดเจนด้วยการออกแบบด้วยความประณีตทุกรายละเอียด สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมไฮบริดด้วยด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้าและสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้ายโดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าสไตล์สปอร์ตออกแบบโดยใช้เส้นสายในแนวนอนที่ยาวต่อเนื่องจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลังให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย โครงสร้างของตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำสไตล์ Low & Wide ที่ทำให้ตัวถังกว้างและยาวเน้นให้มีพื้นที่ภายในโปร่งโล่ง ให้ทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดี อีกทั้ง มีการใช้เทคโนโลยี Roof Braze ในการประกอบตัวถังเพื่อลดรอยต่อบริเวณแนวหลังคา ช่วยให้ตัวรถมีเส้นสายที่สวยงามเฉียบคม

พร้อมด้วยไฮไลท์สำคัญ ดังต่อไปนี้ กระจังหน้าและกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED เสาอากาศแบบครีบฉลาม ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีใหม่ ช่องเสียบกุญแจที่ย้ายไปไว้ด้านในที่มือจับประตูรถ เพื่อความประณีตสวยงาม ซุ้มล้อด้านหลังพับและหุ้มเพื่อเพิ่มความประณีต ฝากระโปรงท้ายสามารถเปิดได้ด้วยเพียงจังหวะเดียว มีช่องฉีดน้ำอยู่ที่ก้านปัดน้ำฝน และมีการควบคุมปริมาณการฉีดและบริเวณที่ฉีดได้อย่างแม่นยำทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนแม้ในขณะฝนตก

ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น e:HEV RS ดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคันโดดเด่นด้วย
กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์ RS และกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต กระจกมองข้างสีดำมือจับประตูด้านนอกสีดำตกแต่งด้วยโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียพร้อมปลอกท่อไอเสีย ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Fine Morning”มอบความสะดวกสบายทันทีเมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสารเน้นอรรถประโยชน์และเส้นสายที่สวยงามตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมในทุกผิวสัมผัสพร้อมฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ที่ตอบโจทย์และใช้งานได้อย่างคล่องตัว ให้การขับขี่ที่มั่นคงแต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบาย สะท้อนความพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับและวัสดุสังเคราะห์ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ใหม่ เบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)

ต้องบอกว่า ชุดขับเคลื่อน หรือ แพลตฟอร์ตการจัดสรรพลังงานของ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี มีรูปแบบการทำงานเช่นเดียวกับ แอคคอร์ด อี:เอชอีวี และ ซิตี้ อี:เอชอีวี รวมถึงรถอเนกประสงค์ เอชอาร์ – วี อี:เอชอีวี ก็ว่าได้ ทว่าแตกต่างกันที่ขนาดของเครื่องยนต์และแบตเตอรี เป็นหลัก แต่ถึงอย่างไร วิศวกรของฮอนด้า ก็มีการจูนอัพปรับแต่งเป็นพิเศษให้กับ ซีวิค อี:เอชอีวี ให้มีบุคลิกการขับขี่เร้าใจสไตล์พรีเมียมสปอร์ตซีดาน สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านความจัดจ้านของอัตราเร่งที่พุ่งทะยานไปอย่างต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว ตั้งแต่ออกตัวตลอดจนถึงช่วงความเร็วเดินทาง ขณะเดียวกันก็ยังมีความมั่นคงจนไม่รู้สึกหวั่นไหวใดๆ การบังคับควบคุมทิศทางผ่านพวงมาลัยทำได้อย่างเหมาะเจาะ เบรคตอบสนองได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากการปรับเซ็ทช่วงล่างได้อย่างลงตัว ต้องยกความดีความชอบให้กับการเลือกยางสปอร์ตขนาด 235 / 40 R18 กับล้อใหม่อัพไซด์ที่ทำหน้าที่รองเท้าคู่เก่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สรุปว่า การมาถึงของ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี น่าจะกลายเป็นดาวเด่นในเวทีรถยนต์คอมแพ็คซีดานที่ปัจจุบันเหลือตัวเลือกอยู่ไม่มาก นอกจาก ซีวิค เทอร์โบ พี่น้องร่วมสายพันธุ์ ก็จะ โคโรลล่า อัลติส และมาสด้า3 ด้วยรูปสมบัติและความสามารถที่เพียบพร้อมทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความเร้าใจ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเดียวที่คุณจะปฏิเสธรถยนต์รุ่นนี้ ( เมื่อเจาะจงเลือกรถยนต์ซีดานสายพันธุ์ญี่ปุ่น ) คือทุนทรัพย์ในการครอบครอง..ก็เท่านั้นเอง

ส่วนของรายละเอียดอื่นๆ มีดังต่อไปนี้นอกจากจะมอบทั้งสมรรถนะการขับขี่ และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีแล้ว ยังได้รับการพัฒนาให้เก็บเสียงและแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ทำให้สัมผัสได้ถึงเสียงเครื่องที่เร้าใจสมกับดีเอ็นเอความสปอร์ต พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ที่มั่นใจบนหลากหลายสภาพถนนทั้งทางตรงและโค้ง ในหลายสถานการณ์การขับขี่
สมรรถนะการขับขี่มีการพัฒนาเพิ่มเติมใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1. Handling ที่ให้ความรู้สึกมั่นใจ อันเกิดจากการมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง 10 มิลลิเมตร จากการจัดวาง IPU ไว้ที่ใต้เบาะหลังส่งผลดีต่อสมรรถนะโดยรวมของการขับขี่
2. ส่วนของ Upper Body ที่มีโครงสร้างแข็งแรง ไม่บิดตัวหรือโคลงง่าย มอบความสะดวกสบายในการขับขี่แม้บนถนนที่เป็นคลื่นหรือคอสะพาน
3. เพิ่มความเพลิดเพลินในการขับขี่โดยมีการเพิ่มระบบ ANC (Active Noise Control) และระบบ ASC (Active Sound Control) เข้ามาโดยระบบ ANC จะทำหน้าที่ลดเสียงรบกวนโดยตรงเช่นช่วยลดเสียงรบกวนในช่วงที่รถวิ่งอยู่บนถนนขรุขระส่วนระบบ ASC นั้นจะช่วยเสริมแต่งเสียงเครื่องยนต์ให้เหมาะสมมีความเร้าใจเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

 

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้

• ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
ระบบช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์รถจักรยานยนต์จักรยานหรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูล และสัญญาณเสียงรวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัยในกรณีรถสวนทางซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนอง หรือในกรณีที่อยู่ในระยะเสี่ยงต่อการชนระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชน หรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
ระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติโดยมีกล้องตรวจจับรถคันหน้าเพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม และในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้ารวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง

• ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW) ระบบจะใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูลพร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางปกติช่วยลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร

• ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
กล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ ซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัยเพื่อช่วยผู้ขับขี่ควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางปกติ และลดอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
• ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้องโดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือท้ายรถยนต์ด้านหน้า
• ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
ระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียงเพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ เมือรถคันหน้าออกตัวไปก่อน
อีกทั้งครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย อาทิ

• ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
ที่ช่วยลดจุดบอด ในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยใช้กล้องจับภาพ และแสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 9 นิ้ว เพื่อการมองเห็นที่ไร้มุมอับ ให้ความปลอดภัยในทุกการขับขี่
• ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
ระบบจะตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ผ่านการควบคุมพวงมาลัยเมื่อพบว่าประสิทธิภาพในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ลดน้อยลงระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT และเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากความเหนื่อยล้า ระบบจะทำการสั่นเตือนที่พวงมาลัย

• กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)
ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการถอย โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้งแบบ 130 องศา 180 องศา และมุมมองจากด้านบน

• ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)
• ระบบ Auto Brake Hold
• ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
• ถุงลม 6ตำแหน่ง ได้แก่ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags) และม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
•ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder)
• ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
• ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
ระบบป้องกันล้อล็อกช่วยป้องกันล้อล็อกเมื่อเบรกกะทันหัน เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถ และหักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางที่อยู่ด้านหน้า ขณะที่ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) จะช่วยกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อให้ความสมดุลกับน้ำหนักในการบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรก
• ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA)
ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ช่วยการยึดเกาะถนน มั่นใจกับทุกสถานการณ์การขับขี่

• ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA)
ระบบจะทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปทางด้านหลังในจังหวะที่มีการปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรกเมื่อรถยนต์จอดอยู่บนทางลาดชัน
• สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Stop Signal – ESS)
เป็นระบบที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยสัญญาณไฟฉุกเฉินจะทำงานเมื่อมีการเหยียบเบรกกะทันหัน เป็นการแจ้งเตือนรถที่ตามมาข้างหลังอีกทางหนึ่งด้วย
• ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)
ระบบจะช่วยหน่วงความเร็วรถ โดยไม่ต้องแตะเบรกบ่อยๆ เมื่อขับตามรถคันหน้า หรือขับรถลงทางลาดชัน หรือต้องการชะลอความเร็ว อีกทั้งในจังหวะลดความเร็วยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับสู่แบตเตอรี่ให้อีกด้วย

• เสียงเตือนคนภายนอกรถขณะขับขี่โหมดมอเตอร์ไฟฟ้า (Acoustic Vehicle Alerting System – AVAS)
ระบบจะส่งเสียงเตือนให้ผู้ที่อยู่ภายนอกรับรู้ว่ามีรถเคลื่อนตัวอยู่ในระยะใกล้เมื่อรถขับเคลื่อนในโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
• อุปกรณ์อุดการรั่วซึมของยางชั่วคราว (Temporary Puncture Repair Kit – TPRK)
เมื่อหน้ายางรถรั่วสามารถแก้ไขได้เองง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์อุดการรั่วซึมของยางชั่วคราว

การเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยยกระดับสู่มาตรฐานเพิ่มเติม ได้แก่
• ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
• ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (ANC) ครั้งแรกในฮอนด้า ซีวิค
• ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) ดีไซน์เรียบหรู พกพาสะดวก สามารถล็อกและปลดล็อกรถอย่างสะดวกสบาย เพียงพกการ์ดไว้กับตัว
• มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)และมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว(เฉพาะรุน e:HEVEL+)
• ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Andriod Auto และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง
• ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) การแสดงผลมีความชัดเจนของภาพและสีคมชัดนอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่ใช้งานบ่อย เช่นปุ่มยกเลิกเส้นทาง และปุ่มปิดเสียงแนะนำที่สามารถสั่งการได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้วสัมผัส

• อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
• ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
• ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
• ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
• พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์และปุ่มควบคุมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING

• ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
• ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)* (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) เทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ที่มีหลากหลายฟังก์ชันการใช้งาน โดยมี 8 ฟังก์ชันหลัก ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยตลอดการเดินทาง ได้แก่
1. My Service ตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป
2. Car Log ข้อมูลการขับขี่จะประกอบด้วยพฤติกรรมการขับขี่ ที่สามารถแสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี และ บันทึกการเดินทาง ที่สามารถเลือกทริปโปรด และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เป็นต้น
3. Wi-Fi สามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง
5 อุปกรณ์ มีระยะการส่งสัญญาณห่างจากตัวรถยนต์อยู่ที่ 40 เมตร โดยต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง
* ลูกค้าสามารถสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเครือข่าย (เอไอเอส) โดยลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

4. Airbag Deployment เมื่อเกิดอุบัติเหตุและถุงลมทำงาน กล่องอุปกรณ์ TCU จะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้าเพื่อทำการติดต่อไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือเบอร์โทรฉุกเฉินที่ลูกค้าผู้ใช้งานระบุไว้ในระบบ เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น
5. Car Status แจ้งเตือนสถานะรถยนต์ เมื่อเกิดความผิดปกติจากระบบของรถยนต์ และ แจ้งเตือนสัญญาณกันขโมย เมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก เช่น การเปิดประตู กระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้ายของรถยนต์อย่างผิดปกติ
6. Remote Vehicle Control สามารถสั่งการล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถสั่งสตาร์ตเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ และสั่งการดับเครื่องยนต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสั่งเปิดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย โดยผู้ใช้งานจะต้องกำหนดรหัสส่วนตัวเป็นตัวเลข 4 หลัก (PIN) และจะต้องป้อนรหัสส่วนตัวทุกครั้งก่อนการใช้งาน
7. Geo Fence & Speed Alert สามารถกำหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนดได้อีกด้วย
8. Find My Car สามารถตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุด แสดงผล บนแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องใส่รหัสส่วนตัว 4 หลัก (PIN) ก่อนการใช้งาน

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่
รุ่น e:HEV RS   ราคา 1,259,000 บาท
รุ่น e:HEV EL+ ราคา 1,129,000 บาท

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 31 กรกฎาคม 2565 รับดอกเบี้ย 2.59%**พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี เสื้อแจ็กเกต e:HEV มูลค่า 500 บาท**
นอกจากนี้ ยังมอบแคมเปญพิเศษด้านการบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่ ได้แก่
• รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง**
• ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
มูลค่า 7,158.50 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีฟ้ามอร์นิงมิสต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV EL+

สำหรับรุ่น e:HEV EL+ มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีเทาเบจ ซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอก สำหรับรุ่น e:HEV RS สีภายในจะเป็นสีดำเท่านั้น

ระบบฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ซึ่งระบบจะปรับเปลี่ยนโหมดให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างเหมาะสม มอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่ลงตัว ได้แก่
• โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โดยมอเตอร์จะขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้า จากแบตเตอรี่ มอบอัตราเร่งที่ทำให้ออกตัวได้อย่างรวดเร็วทันใจโดยไม่ต้องรอรอบ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง โดยแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความจุมากยิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) ได้อย่างต่อเนื่อง
• โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) ระบบจะขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ ผสานกำลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว มอบอัตราเร่งที่นุ่มนวลและทรงพลัง
• โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) โดยชุดล็อกอัพคลัตช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อเครื่องยนต์ และส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูง และมีแรงเสียดทานต่ำ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่โดยใช้ความเร็วสูงคงที่
และมาพร้อมกับสวิตซ์ฟังก์ชัน Drive Modeที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ตามสไตล์ 3 โหมด ได้แก่
• ECON Mode – โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงอย่างประสิทธิภาพสูงสุด
• Normal Mode – โหมดการขับขี่แบบปกติ สำหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป
• Sport Mode – โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่การทำงานของเครื่องยนต์ตอบสนองการเร่งได้ดียิ่งขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจยิ่งกว่า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)ที่เหมาะกับการใช้งานในทุกสภาวะการขับขี่ให้ทั้งความสนุกสนานในการควบคุม ควมคู่กับความปลอดภัย

ข่าว TEST DRIVE อื่นๆ
ลองขับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ แรงเร้าใจกว่า กับประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า อี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 พร้อมเพิ่มรุ่น AUTECH เสริมความสปอร์ตพรีเมียม ที่สำคัญคือราคาเริ่มต้น 759,000 บาท และเปิดตัว “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ในแคมเปญ “ประสบการณ์ใหม่ คันนี้ใช่เลย!” New excitement on the road”
| อ่านต่อ |