อยากรู้เรื่องรถ ต้อง คาร์ออลสไตล์

ข่าว TEST DRIVE ลองของ

ทดสอบสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ รวมถึงระบบเทคโนโลยีรอบด้านของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ในกิจกรรม ‘Unlimit Your Experience’

อทิติ ศศิโรจน์
อทิติ ศศิโรจน์

ผู้เรียบเรียง

Share on facebook
Share on twitter

12 พฤษภาคม 2565 ฟอร์ด ประเทศไทย ชวนสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมกิจกรรมทดลองขับ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นครั้งแรก โดยใช้เส้นทางเส้นทางภูเก็ต – พังงา – กระบี่ เพื่อให้ได้สัมผัสสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนถนน และนอกถนนแบบออฟโรด พร้อมเรียนรู้และเทคโนโลยีใหม่ และอุปกรณ์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานอเนกประสงค์ รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส ยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ขับขี่ที่มองหารถเพื่อใช้ในการทำงาน รวมทั้งเป็นรถสำหรับครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวในวันพักผ่อน

กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Unlimit Your Experience’ สื่อถึงการเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปกับรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค และรุ่นสปอร์ต เริ่มต้นด้วยการรับทราบข้อมูลผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และเทคโนโลยีของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดยทีมวิศกรที่ดูแลโครงการและนักออกแบบรถฟอร์ดจากประเทศออสเตรเลียและไทย ก่อนออกเดินทาง

ผมและเพื่อนสื่อมวลชนเริ่มต้นการทดสอบจากบริเวณหาดไม้ขาว ก่อนจะข้ามสะพานสารสิน ขับขี่ฝ่าฝนมุ่งไปยังจังหวัดพังงา บนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ เส้นทางเป็นโค้งซ้ายขวากว้างๆ ต่อเนื่อง มีน้ำรอระบายอยู่ด้านในโค้งให้เราต้องตัดฝ่าไป ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง การตอบสนองของพวงมาลัยที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมทิศทาง และแน่นอนต้องรวมถึงความสบายภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนรถอเนกประสงค์ SUV และเสถียรภาพในทรงตัวที่เพิ่มขึ้น ด้วยช่วงล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รวมถึงการทดสอบเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อย่างระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop & Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering) ฟีเจอร์ใหม่ในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ช่วยให้การเดินทางปลอดภัยมั่นใจยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง โดยผมมีโอกาสได้ลองของตัวท๊อป รุ่นไวลด์แทรค ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อเป็นครั้งแรก มอบกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที ลองลงมาคือ รุ่นสปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที และยังเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์ มีตัวเลือกรุ่นไวลด์แทรค 4×2 ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบพละกำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที

ฝ่าฝนมากว่าร้อยกิโลเมตรเราเดินทางมาถึง ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วิลล์’ (Ford Ranger Ville) สนามออฟโรดที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อทดสอบสมรรถนะ และการเลือกใช้โหมดการขับขี่ที่ติดตั้งมาในรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจนใหม่เป็นครั้งแรก เราประเดิมการขับขี่แบบออฟโรดเพื่อเผชิญกับประสบการณ์การขับขี่สุดท้าทายเริ่มต้นด้วยสถานีแรก

พิชิตเนินชัน ‘Hill Maneuvering’ โดยใช้โหมดการขับขี่ปกติ (Normal mode) คู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) รวมถึงทดสอบความโดดเด่นของสมรรถนะช่วงล่าง และการไต่ลงเนินชันด้วยระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยปรับแรงดันเบรกอย่างต่อเนื่อง ลดการลื่นไถลและรักษาความเร็วให้คงที่เมื่อขับลงทางลาดชัน เราจึงให้ความสนใจกับการควบคุมพวงมาลัยเพื่อนำรถไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น และด้วยมุมจากด้านหลัง 23 องศา (เพิ่มจาก 21 องศาในรุ่นก่อนหน้า) รวมกับระยะช่วงล้อซ้ายขวาที่กว้างและฐานล้อที่ยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องด้วยการขับผ่านแอ่งน้ำ ‘Water Wading’ แบบสบายๆ ในสถานีที่ 2 ด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร โดยในสถานีที่ 1 ต่อเนื่องถึง 2 สื่อมวลชนได้ใช้กล้องมองรอบคัน 360 องศา เพื่อช่วยมองอุปสรรคที่อยู่นอกตัวรถระหว่างการขับขี่ได้อย่างชัดเจนลดโอกาสความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

สถานีที่ 3 ผมได้ใช้โหมดการขับขี่บนถนนลื่นเพื่อขับบนผิวทางที่ลื่นไถลหรือ (Slippery Track) โดยระบบจะช่วยกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ไปยังทั้ง 4 ล้อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนถนนลื่นหรือพื้นถนนที่ไม่สม่ำเสมอ และยังได้สัมผัสถึงมุมมองในการขับขี่ในพื้นที่แคบที่ดีขึ้นด้วยการออกแบบดีไซน์ฝากระโปรงหน้าใหม่ที่ช่วยให้กะระยะในการผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ประกอบกับการใช้ตัวช่วยผ่านกล้องมองรอบคัน 360 องศา ทำให้สามารถมองเห็นรอบๆตัว เราจังผ่านอุปสรรคบนเส้นทางลื่นๆ มากๆ ด้วยสถาพที่ฝนตกหนักในวันนั้นได้อย่างน่าประทับใจ

สถานีที่ 4 ทางโคลน (Mud Track) เป็นการขับขี่ด้วยโหมดโคลน (Mud Mode) โดยใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) พร้อมกับใช้ระบบล็อกเฟืองท้าย (Locking rear differential) ที่ทำได้ง่ายๆเพียงสัมผัสผ่านหน้าจออินโฟร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งยังแบ่งส่วนบนให้เห็นภาพหน้า / หลังผ่านกล้องความคมชัดสูง เมื่อเราล๊อคเพลาท้ายหลังเรียบร้อย ป้องกันการสลิปเพื่อให้การส่งถ่ายกำลังไปยังล้อหลังซ้ายขวาเท่ากันช่วยทำให้เราควบคุมเรนเจอร์ใหม่ผ่านเส้นทางโคลนหรือถนนลื่นๆ ไปได้ไม่ยาหเกินความสามารถของผู้ขับขี่และประสิทธิถาพของรถ

สถานีที่ 5 พื้นกรวด ‘Loose Surface’ ด้วยการปรับโหมดการขับขี่กลับสู่โหมดการขับขี่บนถนนลื่น (Slippery mode) เพื่อทดสอบการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่เป็นทางหินกรวด ได้รับรู้การสนองตอบจากกำลังของเครื่องยนต์ และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ขณะใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นขณะขับขี่ในความเร็วสูงขึ้น สัมผัสได้ถึงสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นคงและเฉียบคม แต่ยังคงอย่างในสถาวะที่สะดวกสบายของห้องโดยสารที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างเด่นชัด

สถานีที่ 6 ขับขี่ลุยทางหิน ‘Rocky Terrain’ ก่อนเข้าสู่เส้นทางหินๆๆ เราปรับมาใช้โหมดการขับขี่ปกติ (Normal mode) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในความเร็วต่ำ (4L) และเลือกล็อกเฟืองท้าย (Locking rear differential) เพื่อทดสอบแรงบิดของเครื่องยนต์ในรอบต่ำ และอัตราทดเกียร์ รวมถึงความสูงใต้ท้องรถและระบบช่วงล่างที่ยึดยุบอย่างนุ่มนวล ต่อเนื่องด้วยการขับขี่บนสภาพเส้นทางที่เป็นพื้นทราย ‘Sand Track’ ในสถานีที่ 7 ด้วยการใช้โหมดทราย (Sand mode) ทำให้ได้สัมผัสถึงระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัว และการกระจายแรงบิดของเครื่องยนต์ที่ทำให้รถผ่านทางทรายร่วนๆไปแบบชิวล์ๆ

 

สถานีที่ 8 ลุยทางออฟโรด (Off-Road Maneuvering) โดยใช้โหมดปกติ (Normal mode) พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4H) ทดสอบการควบคุมพวงมาลัย การทรงตัวของรถ และความทรงพลังของเครื่องยนต์ แรงบิดและอัตราทดเกียร์ รวมกันทำให้เห็นถึงสมรรถนะในการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดโดยรวมที่ดีขึ้นด้วยมุมเงยที่ 30 องศา (เพิ่มจาก 28.5 องศาในรุ่นก่อนหน้า)

หลังจากเรียนรู้การใช้งานโหมดการขับขี่ออฟโรดในสถานีต่างๆ ณ ฟอร์ด เรนเจอร์ วิลล์ เรายังมีโอกาสได้เดินทางไปทดสอบการขับขี่แบบออฟโรดกันต่อบนเส้นทางธรรมชาติที่มีความท้าทาย แต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อได้ลองของจริงในสถานีต่างๆมาแล้ว จัดว่าเหมาะมากสำหรับการพิสูจน์สมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชั่นใหม่

นอกจากการทดสอบสมรรถนะการขับขี่แล้ว เรายังได้ร่วมสัมผัสกับความอเนกประสงค์จากอุปกรณ์ต่างๆของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทั้งการเป็นยานยนต์คู่ใจสำหรับการทำงาน และการใช้งานสำหรับครอบครัว ด้วยกระบะท้ายที่รองรับการจัดเรียงสิ่งของให้เป็นระเบียบในหลากหลายรูปแบบ (Cargo management system) พร้อมทีเด็ดที่ใช้งานได้จริงนั้นคือบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายที่ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ท้ายกระบะเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

และยังสามารถใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเชื่อมระบบไฟจากช่องจ่ายไฟในกระบะท้ายเพื่อทำงานช่างหรือจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ พร้อมการออกแบบพื้นที่เก็บของใต้ที่นั่งด้านหลังใหม่ เพิ่มพื้นที่เก็บของใต้เบาะหลังเพื่อการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ สามารถเก็บสัมภาระของทุกคนในครอบครัวได้โดยที่นั่งยังคงกว้างขวางนั่งสบาย รวมถึงห่วงยึดสัมภาระบนขอบกระบะท้ายที่ออกแบบมาเพื่อให้บรรทุกอุปกรณ์สันทนาการเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างที่ต้องการ

“กิจกรรมทดสอบขับในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นรถกระบะที่ล้ำสมัยสุดๆ สมบุกสมบันที่สุด ตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายภารกิจในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ทีมวิศวกรและนักออกแบบของฟอร์ดทำงานร่วมกับลูกค้าทั่วโลกเพื่อสร้างสรรค์รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ให้เป็นรถคู่ใจที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การเป็นรถของครอบครัว และเป็นเพื่อนเดินทางในวันพักผ่อน

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเปิดตัว ‘ฟอร์ดพาส’ ช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับรถฟอร์ด เรนเจอร์ของตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อการสตาร์ทรถจากระยะไกล ปรับอุณภูมิรถก่อนเข้าสู่ห้องโดยสาร และแจ้งเตือนสถานภาพรถได้ผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการเชื่อมต่อการสื่อสารได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่บนฟอร์ด เรนเจอร์ ผ่านระบบเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

นอกจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่แล้ว ฟอร์ดยังมุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-On)’ ด้วยบริการและการดูแลลูกค้าทุกคนเปรียบเสมือนคนในครอบครัว ด้วยนวัตกรรมด้านบริการใหม่ๆ มากมายที่จะมีการเปิดตัวพร้อมการเริ่มจำหน่ายรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2565 นี้

สรุปว่า การได้ลองของจริงกับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นครั้งแรกทั้งในเส้นทางออนและออฟโรด แม้จะได้สัมผัสลองใช้งานในเวลาไม่นานนัก แต่ผมสัมผัสได้ถึงการยกระดับอย่างรอบด้านในทุกๆมิติ ด้วยความตั้งใจของทีมงานฟอร์ด ฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นเดิมก็จัดว่ามีคุณภาพไม่ด้อยกว่าใครในตลาดอยู่แล้ว มาคราวนี้ ล้ำกว่าเดิมไปอีกขั้นกว่า…อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขายให้ทัดเทียมค่ายอื่นๆในยุทธภพแล้วล่ะครับ เรื่องตัวผลิตภัณฑ์ต้องบอกว่าไร้เทียมทาน…

 

 

ข่าว TEST DRIVE อื่นๆ
ลองขับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ แรงเร้าใจกว่า กับประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า อี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 พร้อมเพิ่มรุ่น AUTECH เสริมความสปอร์ตพรีเมียม ที่สำคัญคือราคาเริ่มต้น 759,000 บาท และเปิดตัว “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ในแคมเปญ “ประสบการณ์ใหม่ คันนี้ใช่เลย!” New excitement on the road”
| อ่านต่อ |