คาร์ออลสไตล์ ครบเครื่อง เรื่องรถ

TESTDRIVE

หรูหราท้าชนรุ่นใหญ่! หวด SUV สายพันธุ์ มังกร HONGQI E-HS9 สัมผัสแรกพวงมาลัยขวา เรือธง 493 แรงม้า ตัวจริงนิ่งแค่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนทุกคน วันนี้ผมอทิติอยู่กับยนตรกรรมระดับ Ultra-Luxury ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในประเทศไทยได้พอสมควรนั่นคือการมาถึงของ HONGQI E-HS9 (หงษ์ฉี อี-เอชเอส 9) รุ่นพวงมาลัยขวาตัวจริงเสียงจริง ซึ่งได้รับการนำเข้ามาทาตลาดอย่างเป็นทางการโดย เมโทร กรุ๊ป (Metro Group) ผู้แทนจำหน่ายยานยนต์ทั้งสายพันธุ์ญี่ปุ่นและยุโรปที่มีประสบการณ์ในไทยยาวนานกว่า 70 ปี!

ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ‘หงษ์ฉี’ หรือธงแดง คือรถยนต์คู่ใจของท่านประธานาธิบดีและผู้นาระดับสูงของจีน โดยได้รับการออกแบบจาก ไจล์ส เทย์เลอร์ (Giles Taylor) อดีตดีไซเนอร์ระดับตำนานจาก Rolls-Royce มารังสรรค์จนเป็นอัครมหายานยนต์อย่างที่โลกได้เห็น ด้วยมิติตัวรถยาวกว่า 5.2 เมตร กว้างทะลุ 2 เมตร และน้าหนักตัวถังถึง 2.6 ตัน! ใหญ่โตอลังการขนาดนี้ พอมาจับมาหวดในสนามทดสอบแบบปิด (ปทุมธานี สปีดเวย์) ที่จัดเป็นแทรคเฉพาะกิจเหมือนเป็นมินิเซอร์กิต สมรรถนะและฟีลลิ่งการขับขี่จะเป็นอย่างไร… ขึ้นรถมาด้วยกันเลยครับ เดี๋ยวอทิติพาไปชม!

 

ข้อมูลเทคนิคพื้นฐาน (Technical Specifications)

มิติตัวถัง (กว้าง × ยาว × สูง)

2,010 × 5,209 × 1,713 มิลลิเมตร (ฐานล้อ 3,110 มม.)

ระบบขับเคลือน AWD และขุมพลัง

มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ แรงม้าสูงสุด 493
แรงม้า (362 kW)

แรงบิดสูงสุด 606 นิวตัน-เมตร

ขนาดแบตเตอรี่ Ternary Lithium ความจุ 120 kWh / วิ่งไกลสุด 760 กม. (CLTC)

น้าหนักตัวรถเปล่า
2,636 กิโลกรัม

เห็นน้าหนักตัว 2.6 ตันแล้วอย่าพึ่งถอดใจนะครับ เพราะเขามีแรงม้าถึง 493 ตัวคอยแบกอยู่ วันนั้นมีการเซ็ตอัปสถานีทดสอบโหดๆ ไว้พอตัว มาเริ่มกันที่สถานีแรกเลย!

Station 1: Launch Pad (0-100 km/h Direct Acceleration)

ภารกิจ: เค้นอัตราเร่งทางตรงจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กม./ชม. บนพื้นผิวคอนกรีต
ฟีลลิ่งการขับขี่ : เลือกโหมด Sport กดลึกสุดคันเร่ง! วินาทีแรกที่มอเตอร์คู่สมรรถนะสูงระเบิดพลัง 606 นิวตัน-เมตร ด้านหน้าของ E-HS9 เชิดขึ้นทันที ตัวรถพุ่งทะยานออกไปแบบไม่มีอาการล้อฟรีเพราะระบบขับเคลื่อนทุกล้อหรือ AWD : All Wheel Drive  กระจายแรงบิดลงล้อทั้ง 4 ได้เนี๊ยบมาก แรงดึงและดันจนหลังติดเบาะ ความรู้สึกเหมือนเรากาลังนั่งอยู่บนเครื่องบินจังหวะที่กำลังจะ Take-off ตัวเลขเคลมจากโรงงานอยู่ที่ 5.5 วินาที ไม่เกินจริง ความเร็วพาเราทะลุกำแพงความเร็ว 100 กม./ชม. ไปแบบไม่ทันตั้งตัว ด้วยพละกาลังมหาศาล สลัดคราบคารถผู้นำสุดเคร่งขรึมกลายเป็นจรวดทางเรียบได้ในพริบตา!

Station 2: S-Curves Twist (Continuous Cornering)

ภารกิจ: เข้าโค้งต่อเนื่องซ้าย-ขวา ในสภาพเส้นทางคล้ายมินิเซอร์กิต เพื่อดูบาลานซ์และอาการโยนตัว

ฟีลลิ่งการขับขี ่: ด้วยความยาวตัวรถกว่า 5.2 เมตร และฐานล้อที่ยาวกว้า 3,1 เมตร ตอนแรกผมยังกังวลว่ามันจะเทอะทะอุ้ยอายระหว่างการขับในมินิเซอร์กิตหรือเปล่า แต่พอหักพวงมาลัยเข้าโค้งขวาแรก แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh ที่วางราบอยู่ใต้ท้องรถกลับช่วยสร้างจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ที่ต่ามาก ตัวรถกอดโค้งได้ดีเกินคาด การถ่ายเทน้าหนักขณะหักพวงมาลัยซ้ายขวาต่อเนื่องมีอาการ Body Roll หรือตัวถังเอียงให้เห็นตามสไตล์ SUV ไซส์ยักษ์เน้นความนุ่มนวล แต่ระบบช่วงล่างแบบแอร์ซับหรือถุงลมก็เอาอยู่ ไม่มีย้วยจนเสียอาการ พวงมาลัยเซ็ตมาค่อนข้างเบามือแต่มีความแม่นยำ ทำให้การควบคุมรถไซส์นี้ในทางคดเคี้ยวทำได้ง่ายและผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ

Station 3: Double Lane Change (Moose Test Dry & Wet)
ภารกิจ:หักหลบสิ่งกีดขวางแบบฉับพลันกะทันหันแล้วดึงรถกลับเข้าเลนเดิม ทดสอบทั้งบนพื้นผิวแห้งและพื้นผิวเปียกลื่

ฟีลลิ่งการขับขี่ : สถานีนี้วัดกึ๋นระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว และความปลอดภัยอัจฉริยะรอย่างแท้จริง
• หลังได้ลองเปลี่ยนเลนบนพื้นแห้ง: หักหลบที่ความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. หน้ารถตอบสนองไว ท้ายรถมีความดื้อเล็กน้อยตามแรงเหวี่ยงของน้าหนัก 2.6 ตัน แต่ระบบควบคุมเสถียรภาพแก้อาการให้ทันควัน รถกลับมาอยู่ในเลนได้อย่างมั่นใจ

• บนพื้นเปียก: ท้าทายทั้งคนทั้งรถมากยิ่งขึ้นมาก เมื่อหักหลบกะทันหันบนพื้นผิวชุ่มน้ำ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ เข้าแทรกแซงอย่างแนบเนียน แทรคชั่นคอนโทรลทำงานร่วมกับระบบ AWD กระจายแรงบิดและแรกเบรกแต่ละล้อแบบเสี้ยววินาทีเพื่อดึงรถกลับมาอยู่ร่องกับรอยตามองศาพวงมาลัย แต่อาจจะต้องเตรียมพร้อมแก้อาการเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ถือว่าระบบเซฟตี้แสดงตัวมาได้ทันท่วงทีเหมาะกับโชว์เฟ้อร์มืออาชีพ จนถึงเจ้าสัวที่ชอบความเร้าใจ

Station 4: Slalom Challenge (Zig-Zag)

ภารกิจ: ออกจากเลนเชนจ์และโค้งยูเทิร์น ต่อเนื่องด้วยการขับสลาลมซิกแซกขวาซ้ายขวา ผ่านไพลอนขนาดย่อม เพื่อทดสอบความคมของพวงมาลัย และการทำงาน
ของช่วงล่าง

 

ฟีลลิ่งการขับขี่ : สถานีปิดท้ายนี้บอกเลยว่าสนุกเวอร์ การโยกสลับซ้าย-ขวาต่อเนื่อง ทำให้เราสัมผัสจังหวะการยืด-ยุบของช็อคอัพอย่างชัดเจน ช่วงล่างของ HONGQI E-HS9 ถูกเซ็ตมาให้ซับแรงกระแทกได้นุ่มนวลระดับเฟิร์สคลาส ในจังหวะสลาลมตัวรถจะมีการถ่ายน้ำหนักสลับซ้ายขวา พวงมาลัยผ่อนแรงได้พอดิบพอดีทำให้ไม่เหนื่อย
แต่อาจจะไม่คมกริบแบบรถสปอร์ตสายซิ่ง ทว่าสะท้อนอารมณ์ของรถธงที่เคลื่อนผ่านอุปสรรคด้วยความภูมิฐานและนุ่มนวล

ระหว่างสถานีทดสอบยังมีเส้นทางผ่านเส้นทางที่มีการคาดเชือกต่อเนื่องด้วยหลังเต่าห้ามทางให้เราได้สัมผัสแรงสั่นสะเทือนและความสบายภายในห้องโดยสารเงียบกริบเก็บเสียงได้ดี แม้ข้างนอกเราจะวุ่นวายจากเสียงยางร้องเอี๊ยดอ๊าดกันพอสมควร

สรุปภาพรวมและความรู้สึกจาก อทิติ Carallstylee

Verdict: ใครคือคนที่ใช่สาหรับ HONGQI E-HS9 หลังจากได้ลอง HONGQI E-HS9 ครบทุกสถานี วนอยู่หลายรอบและหลายโหมดการขับขี่ รถคันนี้คือความลงตัวขั้นสุดของ “ความภูมิฐานอันทรงพลัง” มันไม่ใช่รถที่สร้างมาเพื่อทำลายสถิติเวลาในสนามแข่ง แต่เป็น SUV ไฟฟ้าที่มีกาลัง 493 แรงม้าที่ปลดปล่อยพละด้วยความความนุ่มนวล จนเชื่อว่าจะสร้างสุนทรียภาพในการเดินทางได้ในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ รวมถึงเครื่องเสียง BOSE 16 ลาโพงรอบทิศทาง ห้องโดยสาร 6 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา และดีไซน์ที่ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน

HONGQI E-HS9 เหมาะสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง หรือครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีระดับ ชื่นชอบความหรูหราคลาสสิกสไตล์ตะวันออก แต่ได้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า 100% ล้าสมัย ใครที่สนใจสามารถไปจองคิวทดลองขับและชมคันจริงได้ที่ HONGQI SHOWROOM ใจกลางเมือง ณ One Bangkok และ HONGQI MANSION พระราม 2 แอบกระซิบว่า เมโทร กรุ๊ป เปิดราคาพิเศษ 2,990,000 บาท เฉพาะ 400 คันแรกเท่านั้น!

รวมข่าวในหมวดเดียวกัน