logo_001-pkgggbd0jto5lckw5ilpt62tm7fibyoflmqy448ufg
อยากรู้เรื่องรถ ต้อง คาร์ออลสไตล์

TESTDRIVE

ลองขับ LEXUS ES300h เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ ตัวตนชัดเจนเกินห้ามใจ

Lexus ES 300h รถยนต์ซีดานหรูขนาดกลาง มีการออกแบบภายนอกและภายในที่แตกต่าง อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในตลาดโลก Lexus ES 300h โดยเฉพาะในบ้านเกิดและสหรัฐอเมริกา นั้นได้รับการยอมรับอย่างมั่นใจ มีความโดดเด่นโดยเฉพาะเรื่องความนุ่มนวลในการขับขี่ และความเงียบภายในห้องโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของเลกซัส แตกต่างจากรถยนต์หรูที่มีอยู่ในตลาดทั้งรถยนต์เยอรมันและสัญชาติอื่นๆ ทำให้เลกซัส ES เดินทางมาสู่ เจเนอเรชั่นที่ 7 ด้วยยอดขายสะสมทั่วโลกนับล้านคัน

Lexus ES 300h เจเนอเรชั่นล่าสุด ได้รับการพัฒนาให้ดูสวยหรูหรา งดงามกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน ด้วยรหัสพันธุ์กรรม หรือ DNA ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นใหญ่เรือธงอย่าง Lexus LS และความเร้าใจจากรุ่นน้องอย่าง IS ทว่าไม่มีชิ้นส่วนใดที่ใช้ร่วมกับรุ่นที่ผ่านมา เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงใหม่หมดจด ตามด้วยการไมเนอร์เชนจ์ครั้งล่าสุด โดยทาง Lexus วางตำแหน่งของ ES รถยนต์ซีดานสุดหรูให้อยู่ในกลุ่ม Luxury Car ขนาดกลางที่มีคู่แข่งตรงๆ ตัว คือ BMW Series 5 และ Mercedes Benz E-Class โดย ES300h มีด้วยกันทั้งหมด 3 เกรด ให้เลือกสรร และรุ่นที่เราได้รับโอกาสทดลองขับในคราวนี้บนเส้นทางเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ คือรุ่น Lexus ES 300h Premium โดยมีพี่น้องร่วมลองของกันทั้ง IS , รถอเนกประสงค์แบบกระชับอย่าง UX

การออกแบบภายนอกคือเอกลักษณ์ของเอกบุรุษและถือเป็นจุดแข็งของ Lexus ES300h เพราะเห็นได้ชัดว่า มีการใส่ใจในทุกรายละเอียดของดีไซน์ชิ้นส่วนต่างๆ แม้แต่จุดสัมผัสเล็กๆ น้อยๆ และเมื่อทุกชิ้นส่วนมาประกอบรวมกันอย่างประณีต ตั้งแต่กระจกมองข้างแบบลดแสงสะท้อน พร้อมปรับมุมขณะเข้าเกียร์ถอย สปอยเลอร์ท้าย และหลังคามูนรูฟ ทำให้ Lexus ES 300h Premium ประดุจดั่งงานศิลปะชิ้นเอกที่โลดแล่นอยู่บนท้องถนน ต้องบอกว่าความโดดเด่นอย่างแตกต่างของ Lexus เปลงประกายดึงดูดสายได้มากกว่า BMW หรือแม้แต่ Mercedes Benz ที่ปัจจุบันพบเห็นได้อย่างดาดดื่นทั่วไป โดย Lexus ES 300h Premium มาพร้อมไฟหน้าแบบ 3-eye LED Headlamps พร้อมเทคโนโลยีไฟสูง Blade Scan Adaptive High-beam System สามารถปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติและกระจายแสงไฟด้านหน้าได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น จุดทีบ่งบอกตัวตนได้ชัดเจนที่สุดคือกระจังหน้าแบบ Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ที่เน้นความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูเป็น Lexus เช่นเดียวกันญาติพี่น้องร่วมสายพันธุ์

เข้ามาที่ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบที่ดูเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย เรียบหรูดูดี อุปกรณ์ต่างๆ ใช้งานง่าย มีพื้นที่กว้างขวางไม่อึดอัด แผงแดชบอร์ดลงมาถึงคอนโซลกลางออกแบบอย่างเรียบง่ายที่สำคัญใช้วัสดุบุนุ่มแทบทุกสัดส่วน เก็บรายละเอียดได้อย่างหมดจด พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น ปรับใกล้/ไกล บน/ล่าง 4 ทิศทาง ด้วยไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ เบาะนั่งหุ้มหนัง Semi-Aniline Leather ที่นั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกความจำตำแหน่งเบาะนั่ง 3 ตำแหน่ง มีระบบระบายลม Ventilate Seat ระบบอุ่น Heated Seat และปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า ส่วนเบาะนั่งด้านหลังปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าและสามารถที่จะปรับเอนพนังพิงหลังได้อีก 8 องศา บอกตรงๆ ว่าเบาะนั่งทุกตำแหน่งของ Lexus ES300h นุ่มนวลนั่งสบายมากเป็นพิเศษ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในระดับเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

หน้าจอแสดงผลแบบ EMV 12.3 นิ้ว สามารถควบคุมระบบการทำงานต่างๆ ได้พอสมควร ทั้งยังมี Wireless Charging ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน 3-Zone พร้อมระบบปรับสภาพอากาศภายในห้องโดยสาร แบบ nano-e หัวเกียร์หุ้มด้วยหนัง พวงมาลัยมัลติฟรังชั่นหุ้มด้วยหนัง ม่านบังแดดหลังแบบไฟฟ้า และม่านบังแดดประตูคู่หลัง ทั้งมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร Ambient Lighting มีสวิทช์บิดโหมดเลือกโหมดการขับขี่ Normal, Eco, Sport อยู่ที่ด้านซ้ายของหน้าปัด ระบบฝากระโปรงท้ายแบบไฟฟ้า พร้อมระบบเปิด-ปิดฝาท้าย โดยไม่ต้องใช้มือ Kick Sensor มีระบบป้องกันการหนีบฝาท้ายมาให้อีกด้วย

ระบบความปลอดภัยมีมาให้พร้อมสรรพ และเป็นเวอร์ชั่นที่อัพเดสล่าสุด ทั้งระบบเบรก ABS / EBD / BA ,ระบบช่วยเบรก Auto Glide Control AGC ,ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ VSC ,ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC + DSC ,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA ,ระบบช่วยจอด Park Assist พร้อมจอแสดงภาพด้านหลัง ,ระบบควบคุมเสถียรภาพตัวรถ VDIM (และ ควบคุมการบังคับพวงมาลัยแบบผสมผสาน) ,ระบบ Active Safety : Lexus Safety System+ ,ระบบเตือนการชนด้านหน้า พร้อมเบรกอัตโนมัติ Pre-Collision System ,ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor ,ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert ,ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control ,ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร Lane Keeping Assist (LKA) ,ระบบปรับไฟหน้า ไฟสูงอัตโนมัติ Two-Stage Adaptive High Beam System (AHS) ,กล้องมองภาพรอบคัน Panoramic View Camera ,ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS ,ไฟเบรกฉุกเฉิน Emergency Brake Light ,ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ , ระบบถุงลมนิรภัยรอบคัน 10 ตำแหน่ง

Lexus ES 300h ทุกเกรด รูปแบบการขับเคลื่อนล้อหน้า Drives, Front wheels ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร หรือ 2,487 ซีซี. VVT-iE ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 221 นิวตันเมตร ที่ 3,600 – 5,200 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า (PS) 88 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 202 นิวตันเมตร เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า จะได้พละกำลังสูงสุดรวม 218 แรงม้า (PS) 160 กิโลวัตต์ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อมแบตเตอรี่ นิคเกิล-เมทัลไฮไดร Ni-MH (Nickel-Metal Hydride)

การทดลองขับและนั่งกันแบบยาวๆ หาโอกาสไม่ได้ง่ายๆ นะครับสำหรับแบรนด์ Lexus รถหรูภายใต้ร่มเง่าของ TOYOTA เราเริ่มเดินทางออกมาจากใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นไม่น้อยกว่านครหลวง ความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง Lexus ES 300h Premium ทำได้ไม่ด้อยไปกว่ารถซีดานขนาดกลางถึงใหญ่ เราลัดเลาะออกจากข่วงเมืองแบบสบายๆ ขับแบบชิวๆ โดยผมเริ่มต้นที่การเป็นผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นประเด้นสำคัญที่เราอยากจะพิสูจน์ หาคำตอบที่แท้จริงเพื่อมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้รับทราบกัน ขอบอกว่าเบาะหลังนั่งสบายมาก…แต่หาไม่ได้ง่ายๆในรถซีดานหรูระดับเดียวกัน เรียกว่าแย่งกันนั่งเลยทีเดียว

ผ่านช่วงขึ้นและลงเขาขุนตาลข้ามจากเมืองลำพูนมาสู่เมืองเขลางค์นครลำปาง ล่องลงมาถึงเมืองตากโดยสะดวกโยธิน มาถึงช่วงที่ผมรับหน้าที่ผมขับ Lexus ES 300h ให้การตอบสนองด้านอัตราเร่งได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงออกตัวไปจนถึงย่านความเร็วเดินทางที่มากกว่าปกติอยู่เล็กน้อย ชุดขับเคลื่อนตอบสนองได้อย่างกลมกลืนร่วมกันทำงานอย่างราบรื่น ทั้งยังมีกลิ่นไอความสปอร์ตอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าต้องกันความเร้าใจกว่านี้สำหรับ ES 300h คุณต้องเจาะจงไปที่เกรด F Sport ท็อปเวอร์ชั่น เพราะคุณจะได้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่แตกต่างอย่างเร้าใจสุดๆ กันไปเลย

ยิ่งขับยิ่งเร้าใจเกินกว่ารูปร่างหน้าตาลักษณะท่าทางภายนอกด้วยซ้ำไป ด้วยความที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยสนับสนุนอีกแรงเผลอกดคันเร่งลึกลงไปความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นแบบนุ่มๆ เน้นความสุภาพ ลองปรับมาใช้โหมดสปอร์ตบ้าง อัตราเร่งกระฉับกระเฉงขึ้น รู้สึกได้ว่าพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า Electric Power Steering (EPS) ตึงมือขึ้น ขับสนุกขึ้นมาอีกนิด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 8.9 วินาที กดคันเร่งต่อเนื่องความเร็วขึ้นไป 180 กม./ชม.( ล็อคไว้จากโรงงาน ) ได้แบบไม่ยาก ตัวรถยังทะยานไปอย่างนิ่งๆ และเงียบมากเก็บเสียงรบกวนได้ดีมากสมกับเป็นซิกเนเจอร์ของ Lexus และต้องยกประโยชน์ให้กับระบบช่วงล่าง ที่รองรับน้ำหนักและซับแรงสะเทือนโดยด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังดับเบิ้ลวิชโบน ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า AVS ที่ปรับเซ็ทมาได้อย่างเหมาะเจาะให้ความนุ่มนวลไม่แข็งกระด้าง ในขณะที่มันยังให้ความแน่นหนึบอย่างมั่นใจ ขับแบบสบายๆ ซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนเมืองไทยได้ดีทีเดียว การเข้าและออกจากโค้ง รวมถึงการเปลี่ยนเลนควบคุมได้ดีบนทุกย่านความเร็ว

สรุปว่า Lexus ES 300h Premium โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบภายนอก ภายในห้องโดยสาร หรูหราเรียบง่าย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในรถยนต์แบรนด์อื่นใด ใช้วัสดุคุณภาพ เสมือนงานศิลปะที่เคลื่อนที่ จุดนี้ผมว่าใครชอบความแตกต่าง ชอบงานดีไซน์ที่ไม่ซ้ำใครตอบโจยท์เต็มๆ ชุดขับเคลื่อนพอเพียงสำหรับการใช้งาน ได้นั่งทางไกลๆ ขับกันยาวๆ บอกตรงๆ ว่า Lexus ES 300h Premium ไม่ทำให้มีอาการหนื่อยล้าระหว่างการเดินทาง และด้วยการเป็นรถยนต์นำเข้าโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่น  ถ้าคุณได้สัมผัสด้วยตัวเอง จะรู้ว่ามันมีดีไม่น้อยไปกว่ามูลค่าที่ต้องแลกมา รวมกับการดูแลและบริการหลังการขายที่แตกต่าง หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันในราคา

ES 300h Luxury      3,625,000 บาท
ES 300h Premium  4,210,000 บาท
ES 300h F Sport     4,380,000 บาท

สมรรถนะอัตราเร่ง 0 – 100 กม/ชม ในเวลา 8.9 วินาที อัตราเร่ง 0 – 400 เมตร ใช้เวลา 16.5 วินาที รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.9 เมตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 23.2 กม/ลิตร มาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO 4 ค่าเฉลี่ยมลพิษ CO2 ที่ 100 กรัม/กม

มิติขนาดตัวรถมีความยาว 4,975 มม กว้าง 1,865 มม สูง 1,445 มม ความยาวฐาน 2,870 มม ความกว้างระหว่างล้อซ้าย – ขวาด้านหน้า 1,600 มม ด้านหลัง 1,617 มม น้ำหนักตัวถังรถ 1,680 – 1,740 กก ความจุห้องสัมภาระด้านท้าย 473 ลิตร ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 50 ลิตร